อาศรมมาตา สถานปฏิบัติธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

รู้จักอาศรมมาตา

อาศรมมาตา ที่พักภาวนาเพื่อพัฒนาจิต

จากแรงบันดาลใจและจิตสำนึก ที่จะสนับสนุนการปฏิบัติธรรมของผู้หญิง ให้มีสถานที่สับปายะและปลอดภัย ดิฉันจึงซื้อที่ดินบนเขาภูหลวง ประมาณ 40 เอเคอร์ สร้างที่พักปฏิบัติธรรม สำหรับเพื่อนสตรี ไม่จำกัดเชื้อชาติ สถานที่นี้เป็นป่าที่สมบูรณ์ งดงาม เหมาะในการบำเพ็ญเพียร รวมทั้งยังเป็นที่เหมาะสมสำหรับการธุดงค์ของผู้หญิง ซึ่งไม่ควรธุดงค์รอนแรมไปตามป่าเขาเช่นเดียวกับพระภิกษุ

อาศรมมาตา คือชื่อของสถานที่ดังกล่าวซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) โดยเงินส่วนตัวของดิฉันและพี่น้อง โดย 8 ปีแรก ไม่ขอรับบริจาคจากบุคคลอื่นเลย จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ.2004) จึงได้มีการจัดตั้งกองทุนบุญนิธิอาศรมมาตาและเริ่มรับบริจาคจากผู้เข้ามาปฏิบัติธรรมที่มีจิตศรัทราที่จะสนับสนุนการดำเนินงานของอาศรมมาตา สถานที่นี้มีการพัฒนาทั้งกายและจิตใจ ทางด้านความเป็นอยู่ เราได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ดังต่อไปนี้

เรื่องอาหาร เราทานอาหารมังสะวิรัติ ซึ่งส่วนหนึ่งเราปลูกเอง เช่น ผัก และ ผลไม้บางชนิด โดยใช้สารอินทรีย์ เช่นการทำปุ๋ยหมักเอง และการไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ผัก ผลไม้ของเราจึงบริสุทธิ์ ปราศจากพิษของสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี และอื่นๆ เศษอาหารที่เหลือ เราก็นำมาหมัก เพื่อผลิตสารจุลินทรีย์ที่เรียกว่า อี เอ็ม ซึ่งนำไปทำเป็นปุ๋ยน้ำ สำหรับผักและผลไม้ เมื่อหมักแล้วเราก็นำมาทำน้ำยาล้างจาน หรือน้ำยาดับกลิ่น เศษผักและผลไม้บางส่วน ที่เหลือก็นำไปเป็นอาหารของปลา เป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างสันโดษ เรียบง่าย ตามแนวพระราชดำริของในหลวงภูมิพล

เรื่องอากาศ เนื่องจากอาศรมมาตาอยู่ห่างจากชุมชนมากพอสมควรและอยู่บนภูเขา ทำให้เราได้รับอากาศบริสุทธิ์ ไม่มีมลภาวะพิษ และเราก็ดูแลความสะอาดเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเราแยกขยะแล้วนำไปให้เทศบาลกำจัดต่อ และเราก็ไม่เผาใบไม้แต่เรานำใบไม้มาทำปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้ประหยัดเงินไปได้มาก และก็ไม่ทำลายอากาศบริสุทธิ์ในสถานที่เราอาศัย รวมทั้งมีการปลูกต้นไม้ป่าเสริมทดแทน ในพื้นที่ที่ป่าถูกทำลาย ทำให้เราได้รับออกซิเจนมากขึ้น และต้นไม้ยังช่วยดูดซึมสารพิษในอากาศ เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้อากาศบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น

การออกกำลังกาย ในการปฏิบัติธรรมทางจิต เราไม่ละเลยที่จะพัฒนากายให้แข็งแรง เช่น มีกิจกรรม การเดินธุดงค์จากเขตที่ 1 ถึงเขตที่ 4 ซึ่งมีความยาวประมาณ 1 ไมล์ ผ่านป่าไม้ที่ร่มรื่น การเดินจงกรมรอบกุฏิ หรือในป่าที่มีอยู่ทุกเขต การบริหารกายโดยการทำโยคะซึ่งมีครูสอนโยคะมาแนะนำผู้ปฏิบัติธรรมอยู่เสมอๆ การทำโยคะเป็นการบริหารกายพร้อมกับการฝึกลมปราณไปด้วย จึงไม่ขัดกับการปฏิบัติธรรม

เรื่องสุขภาพอนามัย เราเน้นเรื่องความสะอาดของสถานที่ กุฏิ และเสื้อผ้า ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเป็นผู้สันโดษมักน้อย ทั้งเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม อาหารการกิน และที่อยู่อาศัยตามตัวอย่างของในหลวง เรามีผู้บริจาคเวชภัณฑ์ ยารักษาโรค ซึ่งนอกจากจะใช้สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว ยังช่วยดูแลให้ยาแก่ชุมชนในหมู่บ้านใกล้ๆ อาศรมมาตาด้วย

การอนุรักษ์และปลูกป่า อาศรมมาตาซื้อที่ดินจากชาวบ้านซึ่งทำลายป่า แล้วปลูกมันสำปะหลังบ้าง ยูคาลิปตัสบ้าง ทำให้ป่าบนภูเขาที่อาศรมมาตาตั้งอยู่ถูกบุกรุกหลายพันไร่ โดยเฉพาะบางพื้นที่ที่เป็นต้นน้ำลำธาร ดิฉันจึงได้ดำเนินการซื้อที่ดินที่ถูกบุกรกแล้วขุดต้นยูคาออก ทำการปลูกต้นไม้ป่า มากกว่าร้อยชนิดตามดำริของในหลวงและพระราชินี ที่ให้ประชาชนช่วยกันปลูกป่าให้มากที่สุด ทดแทนป่าที่ถูกทำลายไปกว่า 80 % ขณะนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งของที่ดินได้ใช้ปลูกป่าและต้นไม้ป่าเติบโตมากพอสมควร ทำให้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าที่หายาก เช่น กระรอกขาว ไก่ป่า นกสวยๆ หลายชนิด รวมทั้งใช้เป็นที่เดินจงกรมและนั่งสมาธิของผู้ปฏิบัติได้เป็นอย่างดี

สำหรับการพัฒนาจิต เราใช้สติปัฏฐาน 4 เป็นแนวปฏิบัติ ได้มีการจัดอบรมเป็นคณะ ปีละ 3-4 ครั้ง ระหว่าง 2 ปี ที่ผ่านมาที่ผู้เข้ามาปฏิบัติธรรม จำนวนประมาณ 200 คน ระยะเวลาในการปฏิบัติประมาณ 5-7 วัน และยังได้เชิญวิทยากรที่มีชื่อเสียงในการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 หลายๆ แบบ มาให้คำแนะนำแก่ผู้ปฏิบัติอีกด้วย ส่วนใครจะมาปลีกปฏิบัติเป็นส่วนตัว หรือเป็นคณะเล็กๆก็มาพักได้ตลอดปี

แนวทางสติปัฏฐาน 4 คือ การพิจารณา 1 กายในกาย 2 เวทนาในเวทนา 3 จิตในจิต 4 ธรรมในธรรม มีเทคนิคต่างๆที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น อาณาปานสติ, การดูความรู้สึกตัว, การดูพระไตรลักษณ์ของเวทนา หรือการดูความไม่เที่ยงของจิต ทุกๆเทคนิคอยู่ในสติปัฏฐาน4ที่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก็ถือว่าถูกทาง คือทำให้จิตเข้าไปเห็นอริยสัจ จนปล่อยวางความทุกข์

สรุป อาศรมมาตา ดำเนินงานมาแล้ว 11 ปี มีการพัฒนากาย และสิ่งแวดล้อม โดยใช้แนวพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล คือเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทาง ส่วนที่เราเน้นมาก คือการพัฒนาจิต ตามแนวทางสติปัฏฐาน 4 ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ว่าเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติพ้นจากความทุกข์ได้ มีผู้เข้ามาใช้สถานที่ทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ ดิฉันยินดีที่จะต้อนรับทุกท่านที่จะเข้ามาปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นการบูชาพระคุณของพระพุทธเจ้า ซึ่งท่านตรัสการสรรเสริญการปฏิบัติบูชาว่า ประเสริฐกว่าอามิสบูชา ขอให้เราชาวพุทธทุกท่านมุ่งมั่นในการเดินทางเข้าสู่ความพ้นทุกข์ คือ ความไม่เห็นแก่ตัว แล้วเราก็สามารถช่วยเหลือผู้อื่น คือ ทำประโยชน์ท่านได้โดยไม่เสียประโยชน์ตน ซึ่งในพระพุทธพจน์กล่าวว่า ถึงแม้เราจะทำประโยชน์ให้ผู้อื่นได้มากมาย แต่ขาดการพัฒนาจิตซึ่งเป็นประโยชน์ตน พระองค์ก็ไม่สรรเสริญ

อุบาสิกา ทิพวรรณ ทิพยทัศน์
(เจ้าของอาศรมมาตาและประธานกองทุนบุญนิธิอาศรมมาตา)